ฝันหวาน ฝันดี ฝันร้าย ฝันให้ไกลไปให้ถึง ฝันอะไรนักหนา แล้วตกลงฝันคืออะไร?? ถึงได้ฝันกันจัง
ถ้าพูดถึงเรื่อง ความฝัน ความหมายจะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท แบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ฝันจากการที่จิตใจมโนภาพ จินตนาการ นึกคิดไปเรื่อยเปื่อย เช่น ฝันว่าถ้าถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ฉันจะซื้อโน่นซื้อนี่ ฝันประเภทนี้เรียกว่าฝันเพ้อเจ้อ เป็นความฝันที่ผู้ฝันไม่ได้ให้ความสำคัญใด
2. ฝันถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมาย สิ่งมุ่งหวัง ความฝันประเภทนี้จะมีแรงจูงใจกระตุ้นและผลักดันให้ผู้ฝันเกิดความกระตือรือร้น มุ่งมั่นตั้งใจทำในสิ่งที่จะนำพาตนเองไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้ เช่น ฝันอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง ผู้ฝันจึงฝักใฝ่หาความรู้เรื่องเมล็ดกาแฟ แหล่งกาแฟสายพันธุ์ดี วิธีการชงกาแฟ การจัดการธุรกิจ ฯลฯ จนเชี่ยวชาญสามารถเปิดร้านกาแฟที่มีคุณภาพได้ในที่สุด3. ฝันในทางพุทธศาสนา ซึ่งแบ่งเป็น 4 ประเภท
3.1) บุพนิมิต เป็นฝันที่เกิดจากกรรมเก่า ซึ่งจะนำพาไปยังผลแห่งกรรม จึงมีโอกาสเกิดขึ้นจริงในอนาคตข้างหน้า ซึ่งถือเป็นฝันที่เป็นลางบอกเหตุ
3.2) จิตนิวรณ์ ฝันประเภทนี้ไม่ใช่สาระ เกิดจากการที่จิตใจเราคิดหมกมุ่น เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วเก็บไปฝัน เช่น แอบชอบใครสักคน วันๆ คิดถึงแต่หน้าเขาคนนั้น นอนหลับเลยเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะว่าได้คุย ได้เที่ยวกับเขา
เอ้า!! ตื่นๆ ไปดูฝันประเภทอื่นกันต่อ
3.3) เทพสังหรณ์ เกิดจากเทพ เทวดาอารักษ์มาดลจิตดลใจ มักจะมาตอนฟ้าสางมาบอกเหตุมาเตือนภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ บางครั้งทำให้เราแคล้วคลาดปลอดภัย
3.4) ธาตุโขภะ หรือ ธาตุกำเริบ ฝันประเภทนี้เกิดจากการกินอาหารมากหรือน้อยเกินไป กินเผ็ดเกิน หรือเปรี้ยวเกิน ทำให้ระบบร่างกายอยู่ในสภาวะไม่ปกติ ฝันไร้สาระไปเรื่อยไม่มีมูลความจริงหรือเป็นประโยชน์อันใด
4. ฝันในทางวิทยาศาสตร์ มีทฤษฎีมากมายที่แตกต่างกันไปไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับความฝันได้แน่นอน อาทิ- ความฝันเกี่ยวข้องกับความคิด ความเครียด ความรู้สึก
- ความฝันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและกระแสไฟฟ้าภายในสมอง
- ความฝันเป็นสัญญาณของความเจ็บป่วย
- ความฝัน คือ กระบวนการทำงานของสมองที่ใช้ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นในแต่ละวันออกไป และเลือกชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะยาว
- ความฝัน คือข้อมูลที่เล็ดลอดออกมาปรากฎเป็นภาพในฝันขณะที่สมองกำลังประมวลผลความทรงจำตอนนอนหลับ
- ฝันเกิดจากการจินตนาการของสมองในเรื่องอดีตและอนาคตอย่างไม่เป็นระเบียบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามมีการวิจัยและตั้งสมมุติฐานว่า ความฝันเกิดจากการทำงานของคลื่นสมอง โดยทดลองวัดคลื่นสมองที่แตกต่างกันออกไปขณะนอนหลับด้วยเครื่อง Electroencephalography (EEG) พบว่าช่วงที่เราฝันมักเกิดขึ้นในช่วง REM หรือเรียกว่าเป็นช่วงที่ลูกตายังกลิ้งไปมาอย่างรวดเร็วขณะนอนหลับ จากนั้นจะเข้าระยะ Non-REM ในขั้น 2-3-4
อธิบายพอสังเขป คือ ในหนึ่งคืนการนอนของคนเราจะเป็นแบบ 1-2-3-4 แล้ววนกลับมารอบใหม่ 1-2-3-4 ซึ่งจะสลับ REM และ Non-REM ไปเรื่อยๆ ประมาณ 3-4 รอบต่อคืน
พอเข้าช่วง REM คลื่นสมองถูกทำงาน ข้อมูลในสมองที่เก็บไว้ถูกนำมาใช้งาน สิ่งที่เกิดอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ทุกคนฝันหมดเพียงแค่ว่าจะจำได้หรือจำไม่ได้แค่นั้นเอง จากการวิจัยพบว่าคนที่ถูกปลุกให้ตื่นในช่วง REM จะบอกว่าตัวเองฝันและจำได้ว่าฝันว่าอะไร ในขณะที่คนที่ถูกปลุกให้ตื่นในช่วง Non-REM จะบอกว่าตัวเองไม่ได้ฝัน ดังนั้น ใครที่บอกว่าตนไม่เคยฝันหรือไม่ค่อยฝัน ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าตื่นในระยะ Non-REM และในคืนหนึ่งๆ คนเราอาจฝันหลายเรื่องแต่จำได้แค่เรื่องเดียว
บ่อยครั้งที่เราฝันเป็นเรื่องเป็นราว แล้วตื่นมาเหนื่อยจากเหตุการณ์ระทึกในฝันเนื่องจากสมองยังทำงานอยู่ เราจึงรู้สึกว่าการนอนหลับแบบไม่ฝันพักผ่อนได้เต็มที่กว่า ดังนั้น เราจึงควรปล่อยให้สมองโล่งก่อนนอน ด้วยการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เพราะอาจทำให้พักผ่อนได้เต็มอิ่ม
สุดท้ายพักผ่อนเต็มที่หรือไม่เต็มที่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะฝันหรือไม่ฝัน เพราะอาจมีใครบางคนอยากฝันถึงบางอย่างเพื่อทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย หรือ ฝันเห็นอะไรเพื่อเสี่ยงโชคลาภก็ได้จริงไหม😁
credit:
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php
https://winnews.tv/news/2401
https://pobpad.com
https://m. pantip. com/topic/31425728


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น