มาตรฐานความสวย-หล่อคืออะไร
เอาอะไรมาตัดสินว่าคนนั้นสวย คนนี้หล่อ แล้วสวย-หล่อที่เป็นมาตรฐานสากลของคนทั่วโลกเป็นแบบไหน
ในแต่ละปีจะมีผลการโหวดผู้ชายที่หล่อที่สุดและผู้หญิงที่สวยที่สุดจากสถาบันหลายสำนัก ทั้งระดับเอเชียไปจนถึงระดับโลก ผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นลำดับต้นๆ ล้วนเป็นผู้ที่ดูดีในสายตาคนส่วนใหญ่จากหลายเชื้อชาติด้วยเหตุผลอะไร
มีการแสดงคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปในลักษณะต่างๆ กันเกี่ยวกับกรณีนี้ว่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น
- ยุคสมัย
- รสนิยมแต่ละเผ่าพันธุ์
- มุมมองแต่ละคน
- บริบทสังคม
- สิ่งแวดล้อม
- กระแสสื่อ
- จิตใต้สำนึกที่ฝังในยีนส์อันเกิดจากวิวัฒนาการในการคัดเลือกสายพันธุ์
- ฯลฯ
ซึ่งดูเหมือนแทบจะหาปลายทางของคำตอบสุดท้ายไม่เจอ
จึงมีการศึกษาเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินความสวยความหล่อในทางวิทยาศาสตร์ขึ้นเพื่อหาเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้
จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่าคนที่ถูกมองว่าหน้าตาดีเป็นคนที่เข้าข่ายอยู่ใน 2 กลุ่ม คือ หน้าตามีความสมาตร(Symmetry) หรือ มีใบหน้าใกล้ค่าเฉลี่ย(Averageness)
1. หน้าตามีความสมมาตร หมายความว่า หากพับแบ่งครึ่งหน้าแนวตั้งตรงกลางหน้าผากลงไปจนถึงคาง หน้าด้านซ้ายและขวาจะทับกันพอดี อันที่จริงไม่มีใครบนโลกที่มีหน้าสมมาตรสมบูณ์ แต่สมมาตรในที่นี่หมายถึง ซ้ายขวาแตกต่างกันน้อยมากจนแทบสังเกตไม่ออก
มีการทดลองเรื่องนี้ในทศวรรษ90 กับเด็กทารก ผู้ใหญ่ และลิง พบว่าผู้ทดสอบทั้งสามกลุ่มชอบคนที่มีใบหน้าสมมาตร โดยเฉพาะการทดลองให้เด็กทารกที่มองเห็นและแสดงอาการตอบสนองได้แล้ว และลิง มองภาพคนที่มีหน้าตาหลากหลายและแตกต่างกัน ทั้งทางสีผิวและเชื้อชาติ ผลการทดลองพบว่า ทารกและจะจ้องมองดูภาพคนที่มีใบหน้าสมมาตรนานกว่ารูปที่มีใบหน้าไม่สมมาตร
2. หน้าตาใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยที่ว่าคือ ระยะห่างต่างๆ ของเครื่องหน้า เช่น ระยะห่างของจมูกกับปาก ของกลุ่มคนทั้งหมดเอามาบวกกันหารด้วยจำนวนคนก็จะเป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียในซานดิเอโก และมหาวิทยาลัยโทรอนโตในแคนาดา พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะชื่นชอบและเห็นว่าบุคคลที่มีระยะห่างขององค์ประกอบของใบหน้าใกล้เคียงกับค่าฉลี่ยเป็นคนหน้าตาดี หน้ามอง เหตุผลเพราะทุกคนรู้สึกคุ้นเคยมากกว่า
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยแท็กซัสได้ทำการทดลองโดยให้ผู้ทดลองมองดูใบหน้าคนหน้าตาดี คนหน้าตาไม่ดี และใบหน้าที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเฉลี่ยต่างๆ มารวมกัน ผู้ทดสอบต้องดูภาพใบหน้าไปพร้อมๆ กับการวัดคลิ่นไฟฟ้าสมอง ผลปรากฎว่า คลื่นไฟฟ้าตอบสนองต่อใบหน้าคนที่ถูกสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์มากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นจากการเก็บข้อมูลทางสถิติพบว่า คนหน้าตาดีจะถูกมองว่าเป็นคนดี คนเก่ง ได้งานดี และหาเงินได้มากกว่า ซึ้งดูเหมือนจะไม่ค่อยสมเหตุสมผล และ ยุติธรรม ต่อคนที่ไม่ได้สวย-หล่อในสายตาของคนในสังคมสักเท่าไหร่ หรือที่เรียกว่า beauty bias อีกทั้งความสวยหล่อยังถูกเชื่อมโยงไปถึงสัดส่วนร่างกาย สีผิว หรือแม้แต่ความอ้วนผอม ส่งผลให้คนที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มคนดูดีรู้สึกเป็นปมด้อยและประหม่าเมื่ออยู่ในสังคม จึงมีความพยายามผลักดันแนวคิด body positivity ขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจ ความรู้สึกดีต่อตัวเองมากขึ้นในช่วงระยะหลัง
อย่างไรก็ตามการหันมาให้ความสำคัญกับความสวย-หล่อ ในเชิงนามธรรมก็น่าจะเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์มากกว่า เช่น เหล่าผู้คนที่คอยเข้าไปช่วยเหลือ มีน้ำใจกับผู้ประสบภัยไม่ว่าจะเรื่องใดก็ถูกมองเป็นคนหล่อสวยสิ่งที่พวกเขากระทำ หรือ คนที่มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งอย่างน่าทึ่งก็มองว่าเป็นคนหล่อ-สวยได้เช่นกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นความสวย-หล่อดูจะที่มีคุณค่า ยั่งยืน และ ประทับใจมากกว่า
คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต
คำกลอนนี้น่าจะสอดคล้องกับความจริงที่สุด
Credit:
https://thestandard.co/science-of-good-looking-face/
วารสาร Comparative Psychology วารสาร Journal of Evolution & Human Behaviour
https://thematter. co/social/beauty-standard/120141


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น