นอกจากนี้ในซังข้าวโพดยังพบสารที่ช่วยต่อต้านมะเร็งหลายชนิด คือ เบต้า-แคโรทีน(Beta-Carotene) แอนโทไซยานิน(Anthocyanin) และกรดเฟอรูลิก(Felrulic Acid) ซึ่งกรดเฟอรูลิกมีเฉพาะในข้าวโพดเท่านั้นเป็นสารสำคัญที่ต่อต้านการแก่ รักษามะเร็งทุกชนิด ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง และบำรุงสายตาได้ดีมาก
กรดเฟอรูลิกจะผลิตออกมาได้โดยการกระตุ้นด้วยการให้ความร้อนผ่านแกนข้าวโพดให้มากที่สุด จากผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้าวโพดต้มสุกมีฤทธิ์ในการล้างพิษได้สูงกว่าปกติ และเป็นพืชที่ยิ่งโดนความร้อนนานเท่าไหร่ยิ่งผลิตกรดเฟอรูลิกได้มากเป็นทวีคูณผลการทดลองพบว่า ข้าวโพดที่ต้มนาน 10 นาทีกรดเฟอรูลิกเพิ่มขึ้น 250% หากต้มนานครึ่งชั่วโมงกรดเฟอรูลิกเพิ่มขึ้น 600% และหากต้มนาน 1 ชั่วโมง ปริมาณกรดเฟอรูลิกเพิ่มขึ้นถึง 1000%
จากที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าการกระตุ้นให้กรดเฟอรูลิกถูกผลิตออกมาและส่งผ่านไปยังเมล็ดข้าวโพดต้องให้ความร้อนผ่านแกนกลางหรือซังข้าวโพดให้ได้มากมี่สุด ดังนั้นก่อนปรุงจึงควรหักข้าวโพดเป็นท่อนสั้นๆ เพื่อเปิดพื้นที่บริเวณนั้น
ส่วนใหญ่แล้วข้าวโพดนิยมนำมาต้ม นึ่ง ปิ้ง หรือฝานเอาแต่เมล็ดมาปรุงอาหารซึ่ง1. การต้ม นิยมมากสุดแต่คุณค่าทางอาหารส่วนใหญ่ก็จะหลุดไปกับน้ำที่ต้ม อย่างไรก็ตามสามารถนำน้ำต้มข้าวโพดมาดื่ม หรือ นำมาใช้ทำกับข้าว หรือต้มแกงจืดได้เช่นกัน
2. การนึ่ง นำข้าวโพดที่หักเป็นท่อนสั้นๆ มานึ่งให้นานๆ แต่การนึ่งเป็นชั่วโมงก็ทำให้เนื้อข้าวโพดเหี่ยวและเหนียวไม่อร่อย
3. การปิ้ง มักจะมีเครื่องปรุงอื่นเพิ่มรสชาด เช่นน้ำกะทิปรุงหวาน เนยกระเทียม ซึ่งอาจจะไปเพิ่มน้ำตาลหรือไขมัน อีกทั้งยังมีรอยไหม้ จึงไม่แนะนำบริโภคเพื่อสุขภาพ
วิธีการปรุงข้าวโพดให้ได้คุณประโยชน์สูงสุดที่นำมาเสนอคือ การนำข้าวโพดไปตุ๋นหรือต้มเพื่อเป็นน้ำซุป อาจเติมเนื้อสัตว์หรือจะต้มเป็นซุปผักก็แล้วความชอบ เพราะ ยิ่งต้มนานยิ่งดีแม้จะอุ่นซ้ำก็ยังไม่เสียคุณค่าทางอาหาร เนื้อข้าวโพดในน้ำซุปก็สามารถนำมากินได้ เพราะแป้งในข้าวโพดเป็นแป้งเชิงซ้อน ซึ่งจะค่อยๆ ถูกดูดซึมจึงไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังมีไขมันตัวดี (HDL) ซึ่งช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจอีกด้วยCredit :
https://medthai. com
http://phelicthailand. com/boiled-corn-with-cancer/
http://www.youtube.com/user/thaiPBS



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น